whenwewereyoung

 ใกล้วันเด็ก  เริ่มนึกถึงเรื่องเมื่อตอนเป็นเด็ก  ไปโรงเรียนได้ 2 วัน กลับมาร้องไห้บอกแม่ว่าจะไปโรงเรียนจนถึงวันพุธ  แล้วจะไม่ไปอีก   -- ก็แล้วทำไมถึงจะไปจนถึงวันพุธ ทำไมไม่ไปแค่วันนี้   มีอะไรในวันพุธ?   ตอบไม่ได้ 

โรงเรียนชื่อดรุโณทยาน  อยู่ใกล้ๆเชิงสะพานหัวช้าง เปิดสอนอนุบาล ถึงมัธยมต้น  เป็นโรงเรียนเล็กๆ  ไม่มีอะไรหรูหราเหมือนโรงเรียนเอกชนสมัยนี้   ลานสำหรับให้เด็กอนุบาลเล่นเป็นลานทราย  มีเครื่องเล่นพวกไม้เลื่อน สะพานโค้งสำหรับปีนป่าย  บางครั้งก็มีแมวเข้าไปขี้(แล้วกลบ) อยู่ด้วย     เมื่อโตขึ้นได้อ่านเรื่องการจัดพื้นที่เล่นสำหรับเด็กจึงรู้ว่าพื้นควรเป็นทรายเพื่อความปลอดภัยของเด็ก     ที่นี่ไม่มีการสอนพิเศษบัลเลต์  เปียโน หรือบังคับให้นักเรียนต้องเรียนพิเศษกับครูที่ต้องการหารายได้พิเศษ   ไม่มีครูนั่งถักโครเชต์ในชั่วโมงสอน  ค่าเล่าเรียนก็ถูกมาก ไม่มีแป๊ะเจี๊ย และไม่เคยเรี่ยไรให้ผู้ปกครองนักเรียนต้องจ่ายค่าบำรุงอะไรในโรงเรียน   เป็นโรงเรียนจริงๆ ที่คุณครูมีวิญญาณความเป็นครู   น้องสาวฉันอ่อนภาษาไทย  ทำนองว่าเขียนถุงเท้าเป็นทุงเทา  คุณครูเล็ก(ครูใหญ่โรงเรียนอนุบาล)ก็เรียกไปเรียนตอนเย็น ไม่คิดเงิน แถมยังเลี้ยงขนม   ส่วนคุณครูฉลบ  (คุณครูฉลบชลัย พลางกูร เป็นครูใหญ่โรงเรียนประถม-มัธยม  ท่านเป็นเจ้าของโรงเรียนด้วย) ทำการสอนด้วยตนเองตั้งแต่ตั้งแต่เช้าจนเย็นค่ำ  ทุกชั่วโมง  จนเมื่อระฆังเลิกเรียนแล้ว ท่านก็จะไปนั่งที่ตึกหน้าห้องสมุดจำกัดพลางกูร  มีนักเรียนไปต่อแถวยาวเพื่อต่องาน   

การต่องานหรือเอางานของเด็กๆชาวดรุโณนั้นก็คือการไปอ่าน แปล และตอบคำถามจากหนังสือ Dent’s  เป็นการแปลหรือตอบคำถามสด ไม่ใช้เขียนใส่กระดาษแล้วไปยืนอ่านตรงหน้าคุณครู  วิธีเตรียมตัวจึงต้อง อ่าน แปล และลองตอบคำถามให้ได้ทุกข้อ  ทำซ้ำๆจนแทบจะท่องได้  แล้วจึงค่อยไปต่อแถว  ตัวกระตุ้นสำหรับเด็กๆก็คือความกลัว  เพราะครูดุ   เวลาเห็นคนอื่นถูกครูหยิกก็หวาดเสียวแล้ว  จึงไม่แปลกที่ตลอดเวลาว่างช่วงพักเที่ยงถูกใช้ไปกับการทำการบ้านภาษาอังกฤษของคุณครูฉลบ   ส่วนสมุดและหนังสือในโต๊ะเรียนนั้นกว่าครึ่งก็เป็นของวิชาภาษาอังกฤษ   มีทั้งตามหลักสูตรใหม่ของกระทรวงศึกษา   นิทานตามหลักสูตรเก่า  Dent'sจากอังกฤษ แล้วก็สมุดคำพังเพยที่ต้องคัดลอกด้วยลายมือของนักเรียนเองทั้งเล่ม 

หนังสือDent’s นั้นโรงเรียนให้ขอยืมเรียน   เป็นหนังสือเก่าแก่ที่หาซื้อไม่ได้   เมื่อครั้งที่แม่เรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนราชินีก็ใช้ Dent’s เล่ม 2    ส่วนที่ดรุโณทยานสอนถึงมัธยมต้นเท่านั้น  จึงมีเฉพาะเล่ม1    ยังจำสองประโยคแรกของหนังสือ Dent’s ได้  --Tom is a boy. Mary is a girl.--  แน่นอนว่า  Mary ไม่ใช่ แมรี่    ต้องอ่านว่าแม้หรี     สำเนียงแบบเด็กดรุโณนั้นเป็นสำเนียงอังกฤษ    และเป็นเอกลักษณ์ ที่ใช้ identify ชาวดรุโณ(ที่เรียนจนจบมัธยมต้น)ได้   เพื่อนเคยเล่าให้ฟังว่าไปสอบภาษาอังกฤษที่ต้องมีการสอบอ่านออกเสียง  พอได้ยินเสียงผู้เข้าสอบอีกคนก็รู้เลย  หันไปมองก็ใช่จริงๆ  เด็กดรุโณทยานด้วยกันนั่นเอง   เสียดายที่เรียนถึงแค่ประถมหก  จึงไม่มีสำเนียงไพเราะแบบนี้เหลืออยู่    แต่ก็ยังดีที่ความรู้ภาษอังกฤษจากดรุโณยังคงอยู่และได้ใช้ตลอดมา  ไม่ว่าจะเป็นสอบเข้ามหาวิทยาลัย  สอบยกเว้นไม่ต้องเรียนFE Iหรือภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับนิสิตปี 1    มาจนถึงการสอบ TOEFL และ IELTS    แม้แต่เมื่อเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ   Dissertationที่เขียน ก็ถูกอาจารย์commentว่าเนื้อหาพอไหว  แต่ภาษาเหมือนเด็กประถม!  เป็นความจริงเป็นอย่างยิ่ง    ภาษาอังกฤษที่เรียนในชั้นมัธยมและวิศวฯปี 2 เช่นคำศัพท์นั้นพอสอบเสร็จไม่นานก็ลืม     นี่ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่  ภาษาอังกฤษอาจอยู่แค่ระดับอนุบาลก็ได้